广济桥 สะพานกว่างจี๋ เฉาโจว: รอยบรรพบุรุษริมแม่น้ำฮั่นเจียง กับแสงไฟยามค่ำคืนที่ตรึงใจ

เดินริมน้ำจาก Paifang Street สู่广济桥 ยามค่ำคืน แสงไฟสะท้อนแม่น้ำฮั่นเจียง สัมผัสสะพานโบราณที่บรรพบุรุษจีนเคยจากแผ่นดินเกิดสู่สยาม

By Admin

广济桥 สะพานกว่างจี๋ เฉาโจว: สะพานที่เชื่อมสายน้ำ ประวัติศาสตร์ และรากเหง้าคนจีนโพ้นทะเล

เวลา 20:30 น. ของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากเดินเล่นถนนโบราณย่านเมืองเก่าเฉาโจว พวกเราเดินเลาะริมแม่น้ำฮั่นเจียงไปยัง 广济桥 (Guǎngjì Qiáo) หรือที่รู้จักกันในชื่อ 湘子桥 (Xiāngzǐ Qiáo / สะพานเซียงจื่อ) แม้สะพานจะปิดไม่ให้เดินข้ามในช่วงค่ำ แต่ความตั้งใจของครอบครัวเราไม่ได้อยู่ที่การเดินข้ามสะพาน หากอยู่ที่การมายืนมองสถานที่ซึ่งเคยเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ และเป็นหนึ่งในจุดต้นทางที่บรรพบุรุษชาวจีนจำนวนมากเดินทางลงเรือสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

ทริปครั้งนี้พาคุณแม่วัย 91 ปี และพี่สาว 4 คน มายืนมองแม่น้ำฮั่นเจียงอย่างเงียบ ๆ โดยมีลูกชายสองคนเป็นผู้นำทาง Ryu อดีตนักศึกษาปริญญาโททุนรัฐบาลจีนเต็มจำนวนด้านวิศวกรรมอากาศยานจาก Northwestern Polytechnical University ซีอาน และ Rain นักศึกษาแพทย์แผนจีน ปริญญาโททุนรัฐบาลจีนเต็มจำนวน การได้เห็นลูกหลานที่เติบโตและศึกษาบนแผ่นดินจีน พาครอบครัวกลับมายืน ณ สะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ คือภาพที่มีความหมายเกินกว่าคำว่า “ท่องเที่ยว”

หนึ่งในสี่สะพานโบราณชื่อดังของจีน

广济桥 ตั้งอยู่นอกประตูทิศตะวันออกของเมืองเก่าเฉาโจว พาดข้ามแม่น้ำฮั่นเจียง เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1171 สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ และพัฒนาปรับปรุงต่อเนื่องหลายยุคสมัยจนมีรูปแบบสมบูรณ์ในสมัยหมิง จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สี่สะพานโบราณชื่อดังของจีน” ร่วมกับสะพานจ้าวโจว สะพานลั่วหยาง และสะพานลูกเชิงในปักกิ่ง

จุดเด่นที่ทำให้สะพานแห่งนี้โดดเด่นเหนือสะพานอื่น คือโครงสร้างแบบผสมผสานระหว่างสะพานหินและสะพานลอยน้ำ สะพานหินตั้งอยู่สองฝั่ง ส่วนช่วงกลางเป็นสะพานแพที่เชื่อมด้วยเรือไม้ 18 ลำ โครงสร้างนี้สามารถ “เปิด–ปิด” ได้ เพื่อให้เรือผ่านในช่วงที่ระดับน้ำสูง แนวคิดเช่นนี้สะท้อนภูมิปัญญาด้านวิศวกรรมและการจัดการน้ำอย่างลึกซึ้ง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นสะพานเปิด–ปิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โครงสร้าง “สิบแปดเรือ ยี่สิบสี่ฐาน”

สะพานมีรูปแบบที่เรียกว่า “十八梭船二十四洲” หรือ “สิบแปดเรือ ยี่สิบสี่ฐาน” ศาลาและเรือนพักบนสะพานไม่ได้เชื่อมต่อเป็นแนวยาวแบบสะพานมีหลังคาในภาคอื่นของจีน แต่กระจายตัวเป็นช่วง ๆ บนฐานหิน การออกแบบเช่นนี้ช่วยลดแรงลมและแรงปะทะของกระแสน้ำในฤดูน้ำหลาก เปิดทางให้น้ำไหลผ่านได้ดี และยังเป็นจุดพักของพ่อค้า นักเดินทาง และผู้แสวงบุญในอดีต

ตำนานวัวเหล็กปราบสายน้ำ

หนึ่งในเรื่องเล่าที่น่าสนใจที่สุดของสะพานกว่างจี๋ คือเรื่องของ 铁牛 (tiě niú / วัวเหล็ก) มีการหล่อวัวเหล็กขนาดใหญ่สองตัวตั้งไว้ใกล้สะพาน เพื่อ “กดทับกระแสน้ำ” และป้องกันน้ำท่วม ตามความเชื่อโบราณ วัวเป็นสัตว์ที่มีพลังธาตุดิน สามารถถ่วงและควบคุมธาตุน้ำได้ ความคิดเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องธาตุทั้งห้า (五行 / wǔ xíng)

วัวเหล็กทั้งสองตัวจึงไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในอดีตแม่น้ำฮั่นเจียงมีระดับน้ำแปรปรวนรุนแรง ช่วงฤดูน้ำหลากกระแสน้ำเชี่ยวกรากสามารถทำลายโครงสร้างสะพานได้ การตั้งวัวเหล็กจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ และการแสดงเจตจำนงของชุมชนว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อสายน้ำ

ปัจจุบัน วัวเหล็กหนึ่งตัวยังคงตั้งอยู่ให้เห็น ส่วนอีกตัวหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำจากเหตุการณ์น้ำหลากในอดีต กลายเป็นเรื่องเล่าที่ชาวเมืองกล่าวถึงเสมอ ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ภูมิปัญญามนุษย์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ธรรมชาติก็ยังมีพลังเหนือกว่าเสมอ

สะพานแห่งตำนานและเซียนหานเซียงจื่อ

สะพานนี้ยังมีชื่อเรียกว่า “สะพานเซียงจื่อ” เพราะมีตำนานเกี่ยวข้องกับ 韩湘子 (Hán Xiāngzǐ) หนึ่งในแปดเซียนของลัทธิเต๋า ตามเรื่องเล่า เซียนองค์นี้ได้ช่วยเหลือชาวเมืองให้สร้างสะพานสำเร็จ จึงกลายเป็นชื่อเรียกที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น

บนสะพานยังปรากฏงานแกะสลักไม้และหินลวดลายมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความสงบ และการคุ้มครองจากภัยน้ำ ศาลาแต่ละหลังมีรูปแบบต่างกัน แสดงถึงพัฒนาการทางศิลปกรรมในแต่ละยุคสมัย

ความหมายยามค่ำคืน

แม้สะพานจะปิดไม่ให้เดินข้ามในช่วงค่ำ แต่การจัดแสงไฟทำให้โครงสร้างสะพาน ศาลา และแพลอยน้ำ สะท้อนบนผิวน้ำฮั่นเจียงอย่างงดงาม แสงไฟทำให้โครงสร้างหินและไม้ดูมีชีวิต ภาพถ่ายที่ได้จึงมีมิติ แตกต่างจากบรรยากาศกลางวันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะสายแต้จิ๋ว การมายืนตรงนี้คือการสัมผัสรากเหง้า คำว่า “饮水思源” (yǐn shuǐ sī yuán / ดื่มน้ำต้องระลึกถึงแหล่งน้ำ) ปรากฏขึ้นในใจโดยไม่ต้องมีใครสอน สะพานแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงโบราณสถาน หากเป็นจุดบรรจบของประวัติศาสตร์ วิศวกรรม ตำนาน และสายเลือด

สะพานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เชื่อมเพียงสองฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน และเชื่อมลูกหลานกับบรรพบุรุษ

คืนนั้นเราไม่ได้เดินข้ามสะพาน แต่เพียงได้ยืนมอง ได้สนทนาเบา ๆ กับคุณแม่ และปล่อยสายตาไปตามสายน้ำฮั่นเจียง ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางวันแรกในเมืองเฉาโจว เมืองที่ประวัติศาสตร์ยังหายใจอยู่ในทุกก้าวที่เดิน